แม่น้องเรไร myDNA

Last updated: 2019-06-23  | 

พอแม่เห็นศักยภาพสามคนแล้ว สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือในโลกของความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้เลยว่าเวลาเลี้ยงลูก แม่ต้องแยกเด็ดขาด คนนี้เลี้ยงอย่างนี้ คนนี้เลี้ยงแบบนี้ คนนี้เป็นแบบนี้ แล้วทำให้ทุกคนแตกต่าง แต่มันจะทำให้แม่เห็นจุดร่วมของลูกสามคน ว่า มันมีอะไรที่ร่วมกันได้ อันไหนที่มันเป็นสกิลที่เขาชอบเหมือนๆกัน ไปได้เหมือนกัน ศักยภาพคล้ายๆกัน มันก็ทำให้แม่กรุ๊ป แล้วก็หาวิธีในการกระตุ้นพัฒนการ หรือความสามารถตรงนั้นได้ดีขึ้น เพราะว่าเวลามันไม่เยอะ วันๆนึงก็มีเวลาไม่เยอะ วันนี้พาต้นหลิวไปเล่นดนตรี น้องแฝดไปเตะบอลคนนึง อีกคนนึงไปเรียนเลข เราแยกร่างอย่างนั้นไม่ได้ ถึงทำแบบนั้นมันก็ไม่ได้ผล ทั้งสามคนที่มารวมกันเลยทำให้แม่หาจุดร่วมได้



ครั้งแรกกับน้องเรไร
ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วค่ะ ปีที่แล้ว ทาง My Dna ติดต่อคุณแม่มา แล้วคุณแม่ก็เห็นว่าจริงๆแล้ว บางคนมักจะมองว่าจะเป็นการชี้นำ แล้วก็กดดันในการเลี้ยงดูลูก แต่สำหรับแม่แล้ว แม่รู้สึกว่า แม่มีความแน่วแน่ แล้วก็มีแนวทางที่เราดูแลลูกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแม่คิดว่าตรงนั้นมันจะเป็นตัวหนึ่งที่เข้ามาช่วยเสริม ไม่ใช่่่ว่าพอสแกนออกมาแล้ว เป็นอย่างไรแม่ก็จะบังคับลูกไป แต่แม่คิดว่าผลที่ออกมา มันทำให้เรารู้ว่า “เอ้ย ที่เราคิดอะ คิดไปเองหรือเปล่า” แต่ว่ามันมีหลักวิชาการ มันมีข้อมูล มันมีสถิติ มาช่วย แทนที่แม่จะคิดลอยๆมันก็เลยมีตัวที่ให้เรามาเปรียบเทียบได้ว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่เขาสแกนออกมา กับสิ่งที่เราคิดมันคนละขั้วเลย หรือว่ามันก็ยังแบบว่าไปในทางเดียวกัน อันไหนที่มันแตกต่างอย่างไร มันก็ทำให้เราได้เอามาปรับใช้จริงได้ 



เรื่องของความ “สุดขั้ว”
อย่างเรามองว่าน้องเรไร เขาจะเป็นเด็กที่เราไม่เคยคิดว่าเขาจะชอบดนตรี ที่ผ่านๆมาน้องก็จะทำกิจกรรมด้านอื่นๆ แต่พอได้มาทำตรงนี้ ค่าที่มันออกมา เขาจะเป็นเด็กที่หูดี ฟังแล้วสามารถจะแยกเมโลดี้ แยกเสียง แยกอะไรได้ แม่ก็เลยลองให้ไปเรียนดนตรี เขาพัฒนาแบบก้าวกระโดด ถ้าเทียบกับกิจกรรมอื่นๆที่ทำนะ ไม่ว่าเรื่องของการเขียนบันทึกนี้เอง บันทึกของน้องเนี้ย เน้นการทำซ้ำ ทำทุกวัน เขาพัฒนาเพราะว่าได้ทำบ่อยๆ แต่ดนตรีเนี้ย นานๆได้ฝึกที นานๆได้หยิบโน๊ตมาซ้อมทีนึง เริ่มมาได้ 2 ปีแล้ว ปีที่แล้วไปสอบล่าสุด น้องเขาจะติด 1 ใน 3 ของเด็กเกือบ 30 คน ที่สอบเปียโน ได้ 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าออกมาเป็นที่น่าพอใจ แม่ก็เลยว่าผลตรงนี้ มันทำให้เรารู้ว่าเขามีศักยภาพตรงนี้โดยที่เราไม่เคยมองเห็น ไม่เคยรู้ พอเราลองไปแม่ก็เลยรู้สึกว่า แทนที่เราจะต้องไปดัน เฮ้ย เราไม่ต้องไปดันเขาเลย มันลื่นไหลไปเองตามธรรมชาติ แล้วเขารับได้เอง นั่นคือสิ่งที่แม่เห็นนะ แล้วก็ในเรื่องอื่นๆ ที่เหมือนจะเห็นได้ชัดเลย คือเขาจะเป็นเด็กที่มี ดับเบิ้ลยู (W) ตัวนึง ส่วนใหญ่เด็กที่ได้ค่า W จะเป็นเด็กที่ Strong คิดอะไรมีความมั่นใจในตัวเอง ทำอะไรยืนยัน คอนเฟิร์มตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ได้สนใจรอบข้างมาก แต่ถ้ามันมีค่า U มา จะค่อนข้างเป็นเด็กที่ประณีประนอม เห็นอกเห็นใจ แคร์ผู้อื่น ซึ่งเรไรเขามีลักษณะอย่างนั้นจริงๆ 



ผลสแกนพี่ต้นเมฆ กับน้องสายลม
มีน้องคนนึงที่มีตัว U เหมือนพี่หลิว (เรไร) คือน้องสายลม ซึ่งมันตรงจริงๆ เพราะว่าลักษณะของสายลมเขาจะเป็นเด็กที่โอนอ่อนถ้าเทียบกับพี่ก้อนเมฆ พี่ก้อนเมฆเขาจะแบบว่า ชอบอะไรเขาก็จะอยู่อย่างนั้น เช่น เขาชอบรถ เขาก็จะเล่นไม่มีเปลี่ยน สมมุติเล่นกันอยู่ของเล่นเต็มเลย เขาจะเล่นรถ เขาก็จะเล่นอย่างนั้น พี่หลิวจะเรียกให้ไปเล่นอย่างอื่น หรือสายลมมาช่วย เขาก็จะไม่ เขาก็จะโฟกัสตรงนั้น แต่สายลมนี้ อะ ไปได้ เล่นอันนี้อยู่ พี่หลิวมาชวน อะไปก็ไป แล้วนิสัยจิตใจก็ค่อนข้างจะโอนอ่อน คุณยายยังแซวเลยว่าสองคนนี้ถ้าอยู่ด้วยกันไม่จับแยก พี่เมฆจะสปอยด์ เพราะว่าสายลมยอม เวลาอยากได้อะ ถึงแม้จะเป็นของที่เหมือนกันแท้ๆ แม่มีความรู้สึกว่า ถ้าเทียบกับสัตว์นะ มันก็จะมีจ่าฝูงคือเช็คเรตติ้งตัวเองว่า ฉันเนี้ยยังสามารถที่จะคอนโทรลน้องได้ไหม ของเหมือนกัน แต่ก้อนเมฆเขาจะชอบขอแลก ไม่เอาอะ อันนี้ไม่เอาอะ จะเอาอันนี้ ทั้งๆที่มันเหมือนกันเป๊ะ แล้วเขาก็จะดูว่าสายลมยอมให้เขาแลกไหม สายลมก็ยอม เหมือนกับตัดลำคาญ อะให้!!! และพอให้แบบนี้บ่อยๆ คุณยายก็กลัวว่าถ้าเขาไปในสังคมจะมีปัญหาไหม จะเอาอะไรก็ขอเปลี่ยนตลอด แต่ลักษณะของสายลมเขาก็จะต่างกัน 

ภาษาแฝด
สิ่งที่แม่เจอคือ เขาสองคนมักจะมีภาษาของพวกเขาเอง แล้วแม่คิดว่าความขัดแย้งของพวกเขาเนี้ย มันน่าจะมีตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง เขาอยู่ด้วยกัน มันมีเบียดกัน แม่คิดว่าเขาอยู่ด้วยกันมาจนกระทั่งว่าเขาออกมา บางอย่างเขาก็ไม่ยอมกัน บางอย่างเขาก็ยอมกัน บางอย่างที่เรารู้สึกว่า เวลามีปัญหาเรามักจะเขาไปแทรกแซง แต่พอเรารู้ว่า เราปล่อยทิ้่งไว้ให้อยู่ด้วยกันสองคน แล้วมาแอบฟัง เขามีวิธีการอยู่ด้วยกัน เราไม่รู้นะว่าเขาคุยอะไรกัน พูดภาษาอะไรกันไม่รู้ แต่เขาคุยกันรู้เรื่อง มันเป็นภาษาที่ไม่ใช่คำพูดที่เราคุยกันแบบนี้ สมมุติว่าเขาเล่นของกัน ก็จะมีซุบซิบๆ แล้วก็หัวเราะกัน อะไรก็ไม่รู้ เหมือนกับคุยกันรู้เรื่อง 



ความเหมือนในความต่าง
แม่มีความรู้สึกว่าความที่เขาเป็นแฝด เขาเพิ่งรู้ตัวเองว่าเขาหน้าเหมือนกันเมื่อไม่นานนี้!! โดยที่ถ่ายรูปออกมาถามว่าคนนี้ใคร เขาก็จะชี้ตัวเองเป็นอีกคนนึง ก้อนเมฆก็จะชี้สายลมแล้วบอกว่านี่ก้อนเมฆ สายลมก็จะชี้ก้อนเมฆแล้วบอกว่านี่สายลม เพราะพวกเขาเคยเห็นแต่หน้าของอีกคนนึง จนกระทั่งเราอุ้มให้เขาดูกระจก แล้วบอกว่าเห็นไหมหน้าเป็นยังไง ความรู้สึกแรกของเขาก็จะแบบงงๆ หน้าเหมือนกัน? แล้วพอหลังจากนั้นแม่ก็จะเริ่มสอนเขาเวลาอาบน้ำ แม่ก็จะถามว่า ก้อนเมฆ ก้อนเมฆกับสายลมเป็นอะไรกัน สายลมเขาก็จะพูดเขามาว่า “เป็นคู่แฝด” แม่ก็ถามกลับไปว่า แล้วคู่แฝดคืออะไร เขาก็จะตอบว่า “หน้าเหมือนกัน” แม่ก็จะพยายามปลูกฝั่งว่าเอ่อ เป็นพี่น้องกันนะ 

ความต่างในความเหมือน
เขาก็ไม่ชอบอะไรเหมือนกันทุกอย่าง ลักษณะก็คือว่า สายลมเขาจะโซเชียลกว่า จะตามกระแสกว่า พี่เมฆจะดูเป็นคน survey tive นิดนึง สายลมเขาจะเป็นผู้ชายที่ลื่นไปได้เรื่อย คุณยายจะชอบบอกว่าสายลมอะกลิ้งได้ สายลมเขาจะรู้จักฉอเราะ พูดจายอด อ้อนก็คืออ้อนกันละแบบ พี่เมฆเขาจะอ้อนแบบผู้ชาย อ้อนแบบไม่จ๊ะจ๋ามาก นั่นคือลักษณะของเขา 

ความแฝด
ที่แม่เจอก็คือสิ่งที่แม่กลัว… เราไม่เคยเจอเด็กแฝด เราเคยเลี้ยงลูกคนเดียว เลี้ยงน้องเรไรมาแบบทุกอย่างมันสบายมาก มันลื่นไหลโดยที่เราไม่มีความกดดันอะไรมาก แต่พอเขาเป็นแฝด บางทีเราก็จะมีความกลัวว่า เขาต่างกัน แฝดเขาไม่เหมือนกัน แล้วเราควรจะทำอย่างไร หรือเราควรจะต้องทำยังไงให้เขาไม่เหมือนกัน มันก็เลยรู้สึกว่าเวลาเราเลี้ยงเขา 

เราจะต้องแยกเขาไหม? 

เราจะปล่อยให้เขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาไหม?

เขาต้องเล่นเหมือนกันตลอดเวลาไหม? 

เขาต้องไปที่เดียวกันตลอดเวลาไหม?

มันก็เลยทำให้เราเกิดความตึงเครียดในช่วงแรกพอสมควร เกิดคำถามว่าเราควรจะไปยังไง แต่พอมาคิดแล้วก็มีสติว่า ไม่ใช่แฝดคู่แรกในโลกที่เกิดมา พอคิดอย่างนั้นปุ๊ปแม่ก็เลยว่าตอนนี้เขามีโอกาสที่จะอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน แต่พออีกหน่อยเขาได้เข้าโรงเรียน โรงของเขามันก็จะกว้างขึ้น พวกเขาก็จะถูกแยกกันเอง แม่เลยมองว่าตอนเด็กๆ การที่เขาได้อยู่ด้วยกัน ได้เล่นเหมือนกัน ข้อดีก็คือได้ปลูกฝังเขาทำให้เขามีความแน่นแฟ้นกัน รักกัน อันที่สองคือ มันทำให้เราได้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ว่าเขาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร อย่างก้อนเมฆจะไม่เคยเป็นคนเลือกเสื้อผ้า เสื้อผ้าหยิบมาสองสี สายลมจะหยิบก่อนเลย แล้วเขาก็จะจำของเขาเลยว่าอันนี้คือของเขา ใส่อีกครั้งนึงเขาจะไม่มีใส่สลับกันเลย หรือแม้แต่เสื้อตัวนึงเป็นแบทแมน เสื้อตัวนึงเป็นซุปเปอร์แมน สายลมเลือกแบทแมน ทุกครั้งสายลมก็จะต้องใส่แบทแมน ซึ่งเขาตกลงกันยังไงเราก็ไม่รู้ และอย่างสมมุติว่ารถของเล่น จากขาไถ เปลี่ยขึ้นมาเป็นมอเตอร์ไซค์่ใส่แบตเตอรี่ เปลี่ยนมาเป็นเฟอรารี่ คุณลุงเขาก็จะซื้อมาให้ 2 สี คือแดงกับเหลือง (เพราะมันคงเป็นสองสีที่สวยสุด) พอวางปุ๊บต่างคนต่างขึ้นไปในสีของเขา ก้อนเมฆก็จะเหลืองตลอด สายลมก็จะแดงตลอด เหมือนพวกเขาจะแยกกันเองโดยที่เราไม่ต้องเป็นคนไปบอกว่า อันนี้ของใคร แล้วอันนี้ของใคร แม่ว่ามันเป็นเซ้นส์อันแรกที่สำคัญในการแยก ถ้าเราสอนให้เด็กรู้ว่าอันนี้ของใคร แล้วเขาก็จะไม่รู้สึกว่าอยากได้อันอื่นเป็นของตัวเอง แม่ว่าเซ้นส์อันนี้ของเขาค่อนข้างในสูง เรื่องการแบ่งแยกว่าของใคร 

แฝดไม่ได้ได้เหมือนกันทุกอย่าง
หลังจากสแกนค่าของสองคนนี้ ในเรื่องแนวโน้มของจิตใจเห็นชัดว่า “ก้อนเมฆจะสายแข็ง สายลมนี่จะสายอ่อน” ซึ่งเป็นแบบนั้นจริงๆ ลักษณะในตัวพื้นนิสัยของพวกเขาก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกส่วนหนึ่งหลังจากสแกนคือค่าในเรื่องของความสามารถ หรือศักยภาพที่เป็นต้นทุน ที่คุณแม่เจอคือเรื่องของการฟัง เข้าใจประโยค เข้าใจคำสั่ง สองคนนี้ใช้ได้ดีในเรื่องนี้ เช่น เขาอยู่ในห้องกับคุณยาย แม่วิดีโอคอลไปหาเขา แล้วห้องมันมืด หน้าแม่ก็จะไม่ชัด แต่ฝั่งพวกเขาจะใสกริ๊ง เขาก็ไม่เห็นหน้าแม่เท่าไร พอสักพักคุยไปคุณพ่อเปิดม่านให้ หน้าแม่สว่างขึ้นมา เป็นเด็กปกติเขาก็จะถามสักขั้นนึง แต่สายลมเขาจะข้ามไปอีกขั้นนึง แล้วถามว่า “ใครเปิดม่าน” เขาจะไม่ถามว่าทำไมมันสว่าง ทำไมมันนั่น มันนี่ เขาจะไปอีกระดับนึง หรืออย่างล่าสุดที่ต้นหลิวเขียนบันทึก เรื่องแย่งกันนั่งตักยายแล้วทะเลาะกัน โดยที่บริบทก็คือว่า คุณยายคงเรียกพี่หลิวมานั่งตัก สายลมก็คงแบบไม่อยากให้นั่ง สายลมก็จะบอกว่าไม่เอา ไม่ให้พี่หลิวนั่ง คุณยายก็คงพูดกลับมาว่า ทำไมจะให้พี่หลิวนั่งไม่ได้ พี่หลิวก็เป็นหลานยาย เขาก็พูดกลับไปว่า พี่หลิวไม่ใช่หลานยาย แต่เขาเป็นพี่นะ!! พี่หลิวไม่ใช่พี่ของสายลม คือเขาจะเริ่มใช้ประโยคที่มันเป็นเหตุเป็นผล แล้วก็ประโยคที่มันซับซ้อนมากขึ้น เวลาเขาถามอะไร มันจะไม่เป็นการถามแบบตรงๆ แต่จะเป็นการถามจากอีกขั้นนึง มันทำให้แม่คิดว่าศักยภาพตรงนี้มันเกิดขึ้นจากการที่เขาอยู่กับยาย แล้วยายเป็นคนที่พูดกับเขาตลอดเวลา ก็คือกระตุ้นพัฒนาการด้านนี้ให้เขา เขาจะไม่ได้สงสัยแบบ ทำไมอันนี้เป็นอย่างนี้ แต่เขาจะไปอีกขั้นนึง อันนี้มันไม่ใช่แบบนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ อะไรแบบนี้ค่ะ ก็คือศักยภาพด้านนี้เขาเด่น ซึ่งค่าที่ออกมาของสองคนนี้ใกล้เคียงกันมาก แต่ตัวที่ต้องกระตุ้นเยอะหน่อยก็คือเรื่องของการแยกแยะ ความเหมือนความต่าง ถ้าเทียบก็คือว่าขนาดตัวของเขาเอง เขายังแยกตัวเองไม่ได้ว่าเขาต่างกันยังไง เหมือนกันยังไง เวลาเล่นเกมส์ที่มันต้องแยกว่า ชิ้นไหนควรจะยังไง เขาก็ยังต้องใช้เวลาคิดนิดนึง ตรงนั้นคือเขายังไม่ได้ชัดมาก นั่นคือสิ่งที่แม่เห็นหลังจากสแกน ส่วนเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเขาก็จะชัด 



ความเหมือนหลังจากสแกน
สิ่งที่สองคนนี้เหมือนกันเลยคือ พวกเขาจะชอบเพลง ชอบดนตรี แต่ชอบแต่งเอง เปลี่ยนเนื้อเพลงเอง อะไรเอง อย่างสมมุติว่า A B C… เนี้ย ตั้งแต่เล็กพอเขาได้ยินเพลงนี้ ท่อนที่ว่า Now, I know my ABC เขายังร้องไม่ได้ เขาก็จะเปลี่ยนเป็นเนื้อของเขา แล้วทำทำนองอะไรของเขาเอง เขาจะชอบเรื่องดนตรี ตรงนี้คุณแม่เริ่มเห็นมาตั้งแต่เขาอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง และน้องเป็นคนที่พูดเร็วมาก ขวบกว่าก็พูดได้แล้ว 

บทบาทของคุณยาย
ส่วนใหญ่จะเป็นคุณยาย คุณยายเลี้ยง นอนกับคุณยาย พวกเขาจะได้นอนกับคุณยาย เคยมีเพื่อนบอกคุณแม่ว่าทำถึงให้นอนกับยายล่ะ เธอจะพลาดโมเมนต์สำคัญของลูก เพราะว่าเราควรจะได้เห็นทุกโมเมนต์ของลูกนะ ได้นอนกอดเขา แม่เลยบอกว่า นี่พูดแปลกๆ คนที่ลูกเราไปนอนด้วยนั้นคือแม่เรานะ แล้วถ้าแม่เราแฮปปี้ เขาอยากทำแบบนั้น เราก็แฮปปี้และก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหา พ่อแม่รุ่นใหม่บางคนเขาไม่อยากให้อยู่กับปู่ย่า ตายายมาก กลัวลูกโง่ แต่แม่บอกเลยว่า ลูกแม่ฉลาดเพราะอยู่กับยาย เพราะว่ายายเป็นคนที่พูดกับเขา เราเดินผ่านห้องก็จะได้ยินว่าเอ๊ะเขาคุยอะไรกัน เราเองเรายังไม่รู้เลยว่าจะหาเรื่องอะไรมาคุยกับลูกเราได้ขนาดนี้ แต่เขาพูดกันไปได้เรื่อยๆ เล่านิทานเด็กเบื่อ คุณยายก็จะเปลี่ยนแปลงเรื่องมาเป็นของตัวเอง อย่างเช่น เล่าให้ฟังตอนยายเป็นเด็กๆ แล้วก็เลี้ยงไก่เอาไว้ พี่สาวยายมีเพื่อนมาที่บ้าน ไม่มีอะไรให้เพื่อนกิน เลยเอาไก่น้องไปเฉือดแล้วทอดให้เขากิน น้องกลับมาโมโห แล้วก็พูดเป็นภาษาใต้ ว่าพี่สาวว่า “เอาไก่กูมาๆ” แล้วพอพูดถึงตอนนี้นะ ต้นหลิวเขาก็จะหัวเราะ ขำ เพราะเป็นสำเนียงใต้ ต้นหลิวก็จะบอกว่า คุณยายๆ เปลี่ยนใหม่ได้ไหม คุณยายถามว่าทำไม ต้นหลิวบอกเปลี่ยนเป็นว่า หนูเอาเพื่อนมาบ้าน แล้วซื้อ KFC มา แล้วก็เป็น KFC ของน้องแฝด แล้วหนูก็ไม่มีอะไรให้เพื่อนกิน หนูเลยเอา KFC ให้เพื่อนกิน พอน้องแฝดมาเจอ น้องแฝดก็โมโห ประมาณนี้ คุณยายเขาจะพยายามปรับให้เข้ากับยุค กับสมัย และก็เขากับตัวเอง แม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ปลูกฝั่งเขา แล้วก็การที่เขาได้อยู่กับคนที่มีอายุ ได้อยู่กับน้อง อยู่กับพี่ และพ่อแม่ที่เป็นวัยกลางคน แม่รู้สึกว่าในบ้านโชคดีที่มีครบ Gen ทุกอย่างมันเลยจะเหมือนโลกจำลองที่พวกเขาจะได้ออกไปพบเจอจริงด้วย ตอนนี้เรไรเป็นพี่ต้องเป็นยังไง กับแม่เป็นยังไง กับยายเป็นยังไง พวกเขาก็จะปรับตัวได้ 

บทบาทของพี่สาว
เรไรมีส่วนในการเลี้ยงน้องแฝดมาก แม่บอกได้เลยว่าน้องแฝดมีเรไรที่เป็นผู้หญิง เป็นพี่สาว ดีกรีความซนไม่มาก จะเห็นได้ว่าน้องแฝดเขาก็ยังดุ้กดิ้กๆ แต่ก็ไม่ถึงกับสติแตกไม่รู้เรื่อง ไม่เอาอะไรเลย น้องแฝดเขาจะเป็นเด็กที่ควบคุมอารมณ์ได้ เพราะเขามีพี่เป็นตัวอย่าง แล้วเวลาเราสอนเขา กับเวลาที่เราเห็นพี่สอนเขา เขาเชื่อพี่เขามากกว่าเรา มีอยู่วันนึง เขาร้อง ร้องหนักมากเลย แม่ก็จะปล่อยให้เขาอยู่กับน้อง พี่เรไรเขาก็จะนู่นนี่นั่นน้อง พูดอธิยายเป็นเหตุเป็นผล คล้ายกับที่เราเคยพูด แต่เป็นเรไรพูด สักพักพอพ่อได้ยินเสียง พ่อเดินลงมา จะเข้าไปโอ๋ เรไรบอกคุณพ่อไม่ต้องเลยนะ คุณพ่อออกไปเลย คุณพ่อขึ้นไปปิดประตูได้ยินเสียงร้องอะไรก็ไม่ต้องลงมา คุณพ่อเขาก็ไม่ฟัง เรไรเลยบอกว่าเพราะอย่างนี้น้องถึงนิสัยไม่ดี แล้วเวลาน้องแฝดเห็นพี่เวลาเขียนบันทึก จับดินสอ อ่านหนังสือ มันก็ช่วยให้เขา Copy พี่สาวเขา หรือเขาจะสอนเรื่องการแบ่งปัน เวลาน้องไม่แบ่งของให้ เขาก็จะบอกว่า เห็นไหมเวลาพี่ พี่ยังแบ่งให้สายลมเลยนะ สายลมก็ต้องแบ่งให้ก้อนเมฆ หรือเรียนภาษาจีนกลับมาก็จะสอนประโยคดีๆ แม่เลยรู้สึกว่าบทบาทที่ให้เด็กเขาจัดการกันเอง ให้เขาเลี้ยงกันเองแต่เรามองดูอยู่ห่างๆ เป็นเรื่องที่ดี และเรไรก็จะรู้สึกว่าไม่อิจฉาน้อง

บทบาทคุณพ่อ
เนื่องจากว่าคุณพ่อจะชอบความสงบ ชอบมาแนวนักคิดนักเขียน สิ่งที่เขาช่วยเลี้ยงลูกก็คือ “เรื่องเล่า” นิทาน เป็นคนวาดรูปเก่ง ก็จะเป็นในแนวนั้น พ่อจะเป็นแนวหนุน แม่จะเป็นแนวบู๊ มีกิจกรรมตลอด แต่ว่าเวลาถ้าใครสอนอยู่แล้วมีการขัดใจกัน เราจะไม่พูดว่า เฮ้ย เธอทำแบบนี้ไม่ได้นะ เราจะบอกกันเลยว่า พ่อทำถูกแล้วนำ แม่ทำดีแล้ว หลังจากนั้นเราก็จะมาคุยกันว่าแบบนี้ไม่เอาแล้วนะ ไม่ดีนะ เพราะไม่งั้นเด็กเขาจะสับสน 

“คุณพ่อนักวัดผล” หลังจากมาสแกนเราก็จะกลับไปเล่าให้คุณพ่อฟัง ว่าเอ่อ มันแบบนี้นะ มันอย่างงี้นะ พ่อเขาก็จะเป็นคล้ายๆคนที่คอยวัดผลว่ามันจริงไหม คือผู้ชายเขาจะไม่เชื่อง่ายเหมือนผู้หญิง เขาจะไม่เชื่อเหมือนที่เราเชื่อ เขาจะไม่อินเหมือนที่เราอิน แต่เขาจะเป็นคนที่คอยดับเบิ้ลเช็คสิ่งที่เรารู้มาว่าใช่หรือเปล่า 



My DNA 
ตัวนี้มันไม่ใช่ตัวที่จะมาบอกว่าลูกคุณเป็นแบบนี้ หรือว่าการที่เราคิดว่าที่เขาเป็นอยู่ หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นมันไม่เข้ากับโลกใบนี้ เราก็สามารถที่จะดูว่า สกิลอื่นที่มันรองลงมานิดนึง แล้วโน้มน้าวเขา อย่างเรไร หลายคนมองว่าทำไมเรไรโลกสวย ทำไมเรไรเป็นเด็กคิดบวก แม่บอกเสมอเลยว่า “คิดบวกต้องสอนนะ คิดลบไม่ต้อง” เพราะงั้นถ้าเราสอนให้เขาบวกเอาไว้ เวลาเขาไปเจอโลกที่มันลบอย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้แย่มาก แต่ว่าเรื่องลบแม่ว่ามันเป็นธรรมชาติไม่ต้องสอนอะไร และคุณยายก็มักจะบอกให้พวกเขาฟังว่า มีโจรผู้ร้าย มีคนไม่ดี ดูข่าว ดูอะไร เขาก็เสพย์ เขาไม่ได้เป็นเด็กที่อยู่แต่ในโลกบันทึกของเขา เขียนหนังสือ เขาก็รู้ว่าข้างนอกมันร้าย มันอันตราย แม่ก็ให้เขาเห็นหลายๆมุม 

ส่งเสริมให้ถูกทาง ส่งเสริมมากใช่ว่าจะดี
ส่งเสริมเพิ่มค่ะ ก็คือสิ่งที่แม่ทำ แม่ไม่ได้ต้องการ Outstanding คือแบบสุดโต่ง อันนี้ดีแล้วก็เสริมให้มันปื้ดขึ้นไป แม่ต้องการอันที่มันเกลี่ยๆอยู่ข้างล่าง ดันมันขึ้นมา ถ้าเขาขาดเรื่องอะไร แม่ก็จะเสริมกิจกรรมตรงนั้นให้เยอะหน่อย อันไหนที่มันโอเคแล้ว ก็ปล่อยๆบ้าง เพราะแม่คิดว่า ถ้าแม่ดันสิ่งที่ดีที่สุดไป และพอถึงที่สุดมันไม่ใช่ มันก็ไม่เป็นผลดีกับลูก แม่บอกต้นหลิวเสมอว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แต่ให้ทำได้ เพื่อที่ในอนาคต อย่างการเล่นกีฬาถ้าเราไปเจอเพื่อนตีแบต ต้นหลิวก็ยังตีกับเขาได้ ไปกับเขาได้ เพื่อนเล่นดนตรี ต้นหลิวก็ยังพอไปกับเขาได้ มันก็จะทำให้ทักษะในเรื่องของการเข้าสังคม เขาก็ยังไปได้ ความมั่นใจเขามีเพราะเขาคิดว่าเขาพอทำได้ คนก็เลยเห็นว่า เรไรค่อนข้างทำกิจกรรมที่หลากหลาย แล้วในกิจกรรมที่หลากหลายที่แม่เจอก็คือว่า เขาเป็นเด็กที่ไม่ล้มเลิก ทำไปเรื่อยๆ เดินของฉันไปเรื่อยๆ วันนึงฉันก็ถึง เขาไม่ได้รีบว่าเขาจะต้องวิ่ง แม่ว่าทักษะนี้สำคัญ “การทำอะไรแล้วไม่ล้มเลิก”