ผู้หญิงกับความคิดครองเรือนที่เปลี่ยนไป

Last updated: 2019-06-23  | 

ในยุคสมัยก่อน ผู้ชายเป็นผู้คุมเกมความรัก เพราะอยู่ในฐานะของผู้เลือก ผู้ให้ และผู้ตัดสินชะตาชีวิตผู้หญิงที่อยู่ในครอบครอง แต่มาในยุคสมัยนี้ และอนาคตต่อไปข้างหน้า คงต้องบอกว่า หมดยุคที่ผู้ชายจะไปล่อหลอกสาวที่หมายปองมาเป็นเบี้ยในเรือน แล้วคาดหวังเธอคนนั้นจะกลายเป็นของตายอยู่กับตนไปจนตราบสิ้นดินฟ้าสลาย 

ยุคที่จะให้ศรีภรรยาเป็นผู้มีหน้าที่ในการเยียวยาครอบครัวให้ยั่งยืนกำลังจะสูญสลายไป เพราะผู้หญิงในยุคใหม่ เธอจะอดทนอยู่กับคุณสักพักเพียงเท่านั้น  และเมื่อวันหนึ่ง ความอดทนถึงจุดสิ้นสุด ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างง่ายดาย การประคองชีวิตครอบครัวให้ตลอดรอดฝั่งในโลกยุคหน้า จึงไม่ใช่หน้าที่ที่ต้อง “อดทน” ของผู้หญิงอีกต่อไปแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับคนสองคนที่ต้องรู้จักกัน เข้าใจกัน และผลัดกันเสียสละได้อย่างลงตัว

หากคุณเอง เป็นผู้ชายยุคใหม่ ที่กล้าเรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่า “สุภาพบุรุษ” เรื่องราวข้างล่างนี้จะทำให้คุณได้รู้จักผู้หญิงข้างตัวได้ดีขึ้น



ผู้หญิงยุคเก่า
มีผู้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การที่คนโบราณสามารถครองเรือนได้ยาวนาน เป็นเพราะความอดทนของผู้หญิงไทยในอดีต ที่นิยมยึดคติ “กุลสตรีที่ดีต้องมีผัวเดียว” ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ถูกบ่มเพาะทั้งจากบุพการี และสังคมให้ซื่อสัตย์ และมั่นคงต่อผู้ชายที่เป็นสามี โดยมิต้องคาดหวังว่าสามีจะปฏิบัติเช่นเดียวกันตอบหรือไม่ อาจเป็นไปได้ที่ผู้หญิงสมัยนี้ต้องจำยอมเพราะความที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในความปกครองของสามี ซึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู ความเกรงใจจึงต้องจำยอมสามีทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งที่สามีปฏิบัติต่อตนจะเป็นการให้เกียรติหรือไม่ก็ตาม ความเคยชินต่อการที่ต้องเกรงใจสามีมีผลพวงไปถึงความรู้สึกต่อการเป็นศัตรูกับผู้หญิงอื่นที่สามีไปข้องเกี่ยวด้วย ดังนั้น เราจึงไม่เห็นภาพคู่สมรสในยุคโบราณ ลุกขึ้นมามีปากเสียงกันในเรื่องการนอกใจ หรือเรื่องเศรษฐกิจเงินทอง แต่จะคุ้นเคยกับภาพเมียน้อย เมียหลวงตีกัน เพราะกลัวจะได้รับความรักจากสามีน้อยไป หรือลูกจะได้รับแบ่งสมบัติน้อยกว่าลูกของอีกฝ่าย

ผู้หญิงยุคคาบเกี่ยวทางวัฒนธรรม
หากจะว่าไปแล้วผู้หญิงที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนความขมขื่นมากที่สุด เห็นจะเป็นผู้หญิงในยุคคาบเกี่ยวทางวัฒนธรรม ไม่เพียงเพราะความสับสน ทางความคิดเพราะบังเอิญไปเกิดและเติบโตตรงช่วงต่อของวัฒนธรรมเก่า และใหม่ และการกลืนกันทางวัฒนธรรมตะวันออก กับตะวันตกเท่านั้น แต่สังคมที่เปลี่ยนไปตีกรอบล้อมผู้หญิงในยุคนี้ให้เดินไปในเส้นทางที่ร่องรอยวัฒนธรรมเก่ายังครอบงำอยู่ หากมีหญิงใดมีความคิดแปลกแยก เป็นตัวของตัวเองสูง ก็จะโดนสังคมหวดแส้ตีตราใส่อย่างไร้ความยุติธรรม 

ในยุคก่อน ผู้หญิงอาจต้องทนอยู่กับผู้ชายที่เจ้าชู้ และไม่ให้เกียรติภรรยา ด้วยเพราะต้องพึ่งพาผู้เป็นสามี แต่มาในสมัยนี้ ร่องรอยวัฒนธรรมเก่าที่ครอบงำสังคมยุคใหม่ ทำให้ผู้หญิงยุคนี้ ต้องอดทนเพื่อให้คงไว้ซึ่งค่านิยมความเป็นกุลสตรี ที่สังคมเป็นผู้นิยามให้เท่านั้น ไม่ว่าผู้ชายจะไปตะบันทำยำเปที่ไหน แม่บ้านที่ดีหลังเลิกงานต้องรีบกลับบ้านไปดูแลบ้าน และลูกๆ จากนั้นก็พับเพียบรอคอยการกลับมาของคุณสามี ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นวันใดเวลาใด  หากหญิงใดทำได้ดังนี้ไปจนตลอด ในวัยกำลังร่วงโรยเธอผู้นั้น จะได้รับความยกย่องจากชายผู้เป็นสามี ด้วยความประเสริฐของเธอที่สามารถฝ่าความ (ระ)ยำเป ของเขาไปได้ แต่ถ้าหากเธอเกิดล้าขึ้นมาระหว่างทาง และปล่อยให้เรื่องระหว่างเธอกับเขาถึงจุดจบสิ้นกันไป บทสรุปจากสังคมสำหรับเธอมีเพียงสองทางเท่านั้น คือ หนึ่ง เธออดทนไม่มากพอในการประคองครอบครัวให้อยู่รอด และสอง ผู้หญิงกร้านอย่างเธอ ไม่เป็นที่ต้องการของใคร จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ยุคหนึ่ง ข่าวผู้หญิงที่ถูกทุบตีทำร้ายจากสามี จึงมีให้ได้ยินอยู่ทุกวัน



ผู้หญิงยุคใหม่
ความกดดันทางสังคม และการไหลบรรจบทางวัฒนธรรมเริ่มมาถึงจุดที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น ผู้หญิงในยุคนี้เข้าใจถึงคุณค่าของตัวเองมากขึ้น และมีแรงสนับสนุนในการร่วมเปลี่ยนแปลงค่านิยมในสังคมที่มีต่อเพศหญิงใหม่ ในยุคนี้เอง ที่เราเริ่มเห็นตัวเลขการหย่าร้างที่พุ่งพรวดๆ ราวกับจะทำสถิติสูงสุด ผู้หญิงกล้าที่จะตัดสินใจแตกหัก และไม่หวาดหวั่นที่จะเลี้ยงลูกเพียงลำพัง หากต้องมีพ่อบ้านที่รักความยำเปเป็นอาชีพ และยึดข้ออ้างในยุคโบราณที่ว่า “ผู้ชายก็ต้องเจ้าชู้ทั้งนั้นแหละ” เป็นคติประจำใจ



ผู้หญิงยุคหน้า
การค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถหลายๆ อย่างที่ทัดเทียมผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเรียกร้องขอความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองอย่างต่อเนื่องมาตลอด (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ผู้ชายที่เป็นลูกหลานของผู้หญิงเหล่านี้ เริ่มมีความเห็นใจผู้หญิงที่เป็นเพศเดียวกับแม่ของเขาก็ได้) ในยุคหน้า ความต้องการทางเพศ และเรื่องราวของการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือสงวนไว้เพียงแค่สนองความต้องการของผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาได้อย่างเปิดเผย และสามารถเลือกรับเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพในแบบที่ต้องการได้ ในโลกยุคหน้า การแต่งงาน หย่าร้าง และแต่งงานใหม่ จะเป็นวัฎจักรธรรมดาที่เห็นชินตาในสังคม เด็กๆ จะมีความเข้าใจในสัมพันธภาพลักษณะนี้ของพ่อแม่ได้ง่ายขึ้น การแต่งงาน และหย่าร้าง จะเกิดขึ้นเพื่อการเฟ้นหาความลงตัวของครอบครัว



เข้าใจผู้หญิงในโลกของคุณ
หากความยืนยาวในการครองเรือนยุคที่ผ่านๆ มา มีความอดทนของผู้หญิงเป็นปัจจัยสำคัญ และความทัดเทียมที่ผู้หญิงพยายามเรียกร้อง เป็นเหตุนำพาไปสู่ความล่มสลายของสถาบันครอบครัว ในฐานะของชายชาตรี ที่สังคมยกย่องให้เป็น “ผู้นำ” ครอบครัวอย่างคุณ คิดทำอย่างไร  

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผู้หญิงไปอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยคือ แก่นแท้ความต้องการในผู้หญิงยังคงเป็นความรักที่ซื่อสัตย์จากชายคนรัก และครอบครัวที่อบอุ่น  หากเพียงเท่านี้ จะทำให้สถาบันครอบครัวของคุณยืนยาว ลูกๆ ของคุณได้รับความอบอุ่นอย่างเต็มที่ สุภาพบุรุษอย่างคุณจะเสียสละให้ไม่ได้เชียวหรือ เปิดใจให้กว้าง แล้วทำความเข้าใจผู้หญิงที่อยู่ข้างกายของคุณ ปฏิบัติต่อเธออย่างให้เกียรติ แล้วคุณจะได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา