ตัวตนของ ผศ.ดร.ต่อยศ ทายาทโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า ที่หยั่งรากลึกถึงการเป็น “ครู”

Last updated: 2019-06-23  | 

 

มัมสเตอร์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ. ดร.ต่อยศ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า โรงเรียนอนุบาลที่ยึดถือการให้ความสำคัญกับบุคลากรครู ภายใต้แนวคิดที่ว่า

“ถ้าโรงเรียนไม่ทุ่มเทให้กับคุณครู แล้วใครจะมาทุ่มเทให้กับนักเรียน”

... อนุบาลเด่นหล้าในปีนี้ย่างเข้าปีที่ 40 แล้ว ถือว่าค่อนข้างยาวนานพอสมควร ถ้าถามผม เกิดมาผมก็อยู่ในโรงเรียนแล้ว ครอบครัวผมพักในโรงเรียนเลย เพิ่งย้ายออกไปไม่กี่ปีมานี้ ผมคลุกคลีอยู่กับคุณครู และมีส่วนร่วมกับโรงเรียนตลอด เพราะตัวเองพักอยู่ในโรงเรียน ก็เลยมีโอกาสร่วมทำกิจกรรมกับเขาไปด้วย เวลาครูไปสัมมนาบางทีก็จะไปกับเขาด้วย มันก็เริ่มคุ้นชิน และค่อยๆซึมไป ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าผมเลือกที่จะเป็นครู หรือว่ามันชินจนกลายเป็นอยากเป็นครู แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผมมีความฝันอยู่เสมอว่าอยากเป็นครู อยากสอนหนังสือ

บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างสบายในห้องทำงานของ ผศ.ดร. ต่อยศ ที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย และสิ่งที่สะดุดตาเราที่สุด น่าจะเป็นรูปปั้นกวนอู รวมไปถึงอักษรภาษาจีน ที่แปลว่า “อดทน”

 

 

 

ในห้องทำงานมีตัวแทนของความซื่อสัตย์และความอดทน มีความเชื่ออะไรใน 2 สิ่งนี้...

  ผมเชื่อว่าความซื่อสัตย์เป็นเหมือนตัวเปิดประตูให้กับเรา ไม่ว่าเราจะไปติดต่อใครหรือจะไปคุยกับใคร ความซื่อสัตย์ทำให้เราเข้าถึงเขาได้ ซึ่งถ้าไม่มีความซื่อสัตย์ต่อให้เรามีความสามารถเก่งมากมายมหาศาล เขาก็ไม่อยากคบเรา เขาก็ไม่มั่นใจว่านี้เรื่องจริงหรือไม่จริงเพราะไม่มีความน่าเชื่อถือได้ ผมจึงให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์มาก อนุบาลเด่นหล้าเรา Practice เรื่องความซื่อสัตย์มาก ทุกอย่างที่เราทำอาจจะไม่ได้ถูกผู้ปกครองชม แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความซื่อสัตย์ผมการันตีได้เลยว่า เรายุติธรรมกับผู้ปกครอง คำไหนคำนั้น

  ส่วนเรื่องของความอดทนก็เป็นที่สำคัญ งานทุกงานมีอุปสรรค แล้วงานทุกงานสามารถทำให้สำเร็จได้ อันนี้พวกเราต้องเชื่อก่อน เราต้องเชื่อว่าเราทำให้สำเร็จได้ ผมไปเห็นลายมือของคุณแจ็ก หม่า เป็นภาษาจีนแปลเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Never! Never! Never Give Up ไม่! ไม่! ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด เชื่อไหมวันที่เราล้มเลิกถัดไปอีกวันก็จะเป็นวันสำเร็จแล้ว นี่คือความเชื่อของแจ็คหม่า สมมุติวันนี้เป็นวันอังคารคุณล้มเลิก คุณรู้ไหมถ้าคุณอดทนอีกวันหนึ่งวันพุธก็จะสำเร็จแล้ว แต่คุณทนไม่ไหวไง พอคุณอดทนไม่ไหวคุณต้องล้มเลิกก่อน เราจะพบเลยว่าจริงๆ แล้ว  มันคือ ความสม่ำเสมอของความอดทนต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเก่งหรือพรสวรรค์

  กวนอูเป็นเทพของความซื่อสัตย์ เวลาผมหันไปมองก็จะเห็นว่ากวนอูนั่งมองผมอยู่ นั่นก็คือ ความซื่อสัตย์เราก็คอยพยายามย้ำเตือนว่าเรามีนักเรียนเป็นพันคนนะที่เขาเชื่อมั่นเชื่อถือเรา และ เวลาทำอะไรเราก็ต้องพูดแล้วบอกแล้วก็ต้องทำให้ได้ถึงแม้มันจะยากจะมีอุปสรรค แต่ถ้าเรารับปากแล้วเราต้องทำให้ได้ก็มีคนที่คอยเตือนอยู่ตรงนี้ และถัดมาเป็นภาษาจีน ถ้าเราดูครึ่งล่างดูแล้วจะเหมือนหัวใจแล้วข้างบนเป็นรูปมีดมีดแทงไปที่หัวใจ แปลว่าความอดทน เพราะฉะนั้นความอดทนมันจะเจ็บปวดรวดร้าวมากเหมือนมีดแทงที่หัวใจแต่เราต้องอดทนเพื่อให้ผ่านอุปสรรคไปให้ได้ เวลาทำงานทุกที่จะต้องมีอุปสรรคมีปัญหาทั้งนั้น เราไม่ได้ผ่านไปได้ด้วยความฟลุคหรือโชค แต่ผ่านไปได้ด้วยความอดทนสิ่งที่จะพยุงเราไว้ได้ ความอดทนมันเป็นสิ่งที่สำคัญ และหลายครั้งผมได้พิสูจน์ในสิ่งที่คุณแจ็ค หม่าพูด ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตเรามันก็จะเป็นอย่างนี้ บทจะหายมันจะหายไปเลย อย่าเพิ่งคิดมากนะถ้าวันนี้คุณไม่ give up พรุ่งนี้คุณจะสำเร็จนะ

 

 

 

Passion…

  ผมเรียนหนังสือจบที่อเมริกาและกลับมาเมืองไทย ครอบครัวมีโรงเรียนก็ต้องมาบริหารโรงเรียน แต่ถามใจจริงๆ passion ของผม คือ ชอบสอนหนังสือ ผมก็โทรไปหามหาวิทยาลัยต่างๆ “รับอาจารย์มหาลัยไหมครับ?” ไม่ได้รู้จักใคร ถามเขาไปทื่อๆ จนได้รับความเมตตาของอาจารย์มา รับผมเข้าไปสอน ผมสอนที่ธรรมศาสตร์ประมาณ 10 กว่าปี มหิดล 10 กว่าปี จุฬาประมาณ 5 - 6 ปี มีโอกาสได้สอนหลายที่ ด้วยอารมณ์ว่าชอบเรื่อง การจัดการเรียนการสอนมาก มันก็สนุกมาก ผมมีไอดอลในสมัยเรียน มีอาจารย์อยู่คนนึงที่ผมชอบมาก ผมว่าเรื่องนี้สำคัญคนที่จะมาเป็นครูบางทีจะต้องมีจุดยืน ผมเห็นครูของผมคนนึง แกสอนเรื่องที่ไม่ได้สนุกอะไรเลย ให้มันสนุกได้และมันก็ตื่นเต้น ทุกตนพร้อมที่จะพูด ที่จะคุย และ support เขามาก

 

คุณครูในรั้วมหาลัย สู่ผู้บริหารอนุบาลเด็ก

  ในส่วนของอนุบาลผมเห็นความสำคัญมากๆ จริงๆ แล้วเด็กกว่าจะมาถึงมหาลัยบางทีก็สายเกินแก้ มันก็ช้าไปแล้ว เหมือนบุคลิกบางบุคลิกก็ถูกฝั่งไปแล้ว วิธีคิดบางอย่างมันก็หายไปแล้ว สิ่งที่ครอบครัวทำเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาล มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นการที่เราปลูกฝังเด็กตั้งแต่เล็ก มันยั่งยืน

 
  เดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้ฟัง อนุบาลเด่นหล้าเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับมูลนิธิมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ที่อยู่กันมาอย่างยาวนาน ทุกคนงงมาก ว่าทำไมอนุบาลเด่นหล้าถึงรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ลูกศิษย์ผมสองขวบถึงสามขวบไม่สูบบุหรี่ แต่เราก็ยังรณรงค์ เพราะไม่อ่อนดัดง่ายจริงๆ  เราก็จะรณรงค์ตั้งแต่เด็ก ทุกปีพอถึงวันที่ 31 พฤษภาคม เราก็พูดให้ฟัง อนุบาลเด่นหล้าถ้าพูดถึงบุหรี่เขาจะรู้ดีมากเลย ว่าบุหรี่ไม่ดียังไง ไม่ดีต่อสุขภาพยังไง สิ้นเปลืองยังไง แคมเปญนี้ลามปามมาก เพราะเด็กกลับไปบ้านแล้วไปบอกพ่อว่า พ่อไม่รักหนูหรอ พ่อถึงสูบบุหรี่ มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกปี เราทำมา 20 กว่าปีแล้ว ในวงการศึกษาเข้าบอกเลยว่าเราจะสอนอะไรเด็ก เราอยากให้ลูก หรือบุตรหลานของเราเป็นยังไง ต้องสอน ต้องปลูกฝังก่อนสิบขวบ หลังสิบขวบไม่ต้องสอนแล้ว เพราะจะเริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราสอนเขาเร็ว สอนตั้งแต่ยังเด็ก เขาจะมีต้นทุนพอที่จะป้องกันตัวเองได้ ระมัดระวังตัวเองได้ ผมเลยให้ความสำคัญของการบริหารโรงเรียน ขออาสาที่บ้านช่วยดูแลเพราะคุณพ่อคุณแม่ ท่านอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าบทบาทตรงนี้ไม่ได้เป็นเหมือนนักแสดงแถวหน้า เป็นบทบาทเบื้องหลัง ที่มีความสำคัญมาก เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนเป็นไปได้ด้วยดี



 

 

ความเชื่อต่อ อนุบาลเด่นหล้า

  ถ้าพูดไปจริงๆ ถามว่าโรงเรียนเป็นสิ่งก่อสร้างหรือเปล่า ผมว่าไม่จริงนะ... โรงเรียนที่เราเห็นกันอยู่คือ เศษอิฐ เศษปูนที่เราก่อขึ้นมาเป็นห้องเป็นตึก เป็นอาคารอันนี้ไม่ได้เรียกว่าโรงเรียน โรงเรียนคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ผู้ใหญ่กับเด็ก เราจะเคยได้ยินเยอะว่าถ้าครูเก่ง ครูดี ถ้าสอนกันกลางทุ่งนาก็เรียนกันรู้เรื่อง ในความเชื่อของผม บทบาทครูกับเด็กมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นผมจะให้ความสำคัญกับบุคลากรครูมาก อนุบาลเด่นหล้าเราดูแลครูอย่างดี เราเป็นโรงเรียนอนุบาลที่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ และมีฝีมือมาก เรามีครูที่ทำงานกับเราเกิน 20 ปี หมายถึงครูอนุบาลนะ ครูประจำชั้นที่ทำงานเกิน 20 ปี ไม่ใช่มีแค่คนหรือสองคนนะ  เรามี 60 คน แล้วเรามีครูที่ทำงานกับเราเกิน 10 ปีขึ้นไป 150 คน เพราะว่า ความเป็นครูต่อให้เราบอกว่าเราเรียนจบครูมา 4 ปี 5 ปี  ปีแรกที่เรามาสอนก็ยังไม่ดี คนเป็นครูจะเริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ 4,5,6 … ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าบอกปี 2 ปีเปลี่ยนครู เราก็จะไม่มีวันเห็นท็อปฟอร์มสักที

 

โรงเรียน + ครู = ครอบครัว

  ถ้าโรงเรียนไม่ทุ่มเทให้กับคุณครู แล้วใครจะมาทุ่มเทให้กับนักเรียน ถ้าโรงเรียนทุ่มเทให้กับครู เราเชื่อว่าครูก็จะทุ่มเทให้กับโรงเรียน แล้วเราก็จะมีครูที่รักเด็กมาก รักโรงเรียนมาก พร้อมที่จะเปลี่ยน คือในยุคนี้ Change เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่าถ้าเราไปเจอองค์กรที่พนักงานไม่ให้ใจเรา มันเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนุบาลเด่นหล้า เป็นประเภทที่ว่าบอกมาเลยจะให้ทำอะไรฉันจะทำให้ โรงเรียนจะมีคุณภาพได้จะต้องเกิดจากครูที่มีคุณภาพ คุณครูมีคุณภาพก็ต้องเกิดจากผู้บริหารที่มีดูแลเอาใจใส่คุณครูมากพอ เชื่อไหมว่าครูที่นี่ ไปสมัครงานที่ไหนก็มีแต่คนแย่ง เป็นที่ต้องการมาก อยากได้ตัวครูของอนุบาลเด่นหล้าไปสอนเพราะมีชื่อเสียงมีคุณภาพและสอนดี เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงอยู่ที่ครูไม่ได้อยู่ที่ตึกอาคารสถานที่ เราแค่เป็น support ทำอย่างไรให้ครูทำงานได้ดีที่สุด สื่อการเรียนการสอนทุกอย่างเรามีหน้าที่แค่ support ทั้งหมด

 

 

 

อนุบาลเด่นหล้าพัฒนาแผนการสอนอย่างไร

  โมเดลของผมก็คือ เราอัพเกรดแผนการเรียนการสอนอย่างน้อย 25% เพราะฉะนั้นภายใน 4 ปี เราจะต้องมีการอัพเกรดแผนการเรียนการสอนทั้งหมด เพราะฉะนั้นทุก 4 ปี อนุบาลเด่นหล้าจะอัพเกรดแผนการเกรดการสอนหมด 100 % ด้วยกระบวนการอย่างนี้ทำให้เราปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนไปเรื่อยๆตลอดเวลา แต่ถ้าเกิดเราปล่อยให้คุณครูทุกคนเขียนแผนการเรียนการสอนเอง เราจะรู้ได้ไงว่าเขาจะอัพเกรดแผนการสอนหรือเปล่า?  มันอาจจะใช้วิธีคิดแบบวิศวะนะ แต่มันคือเรื่องจริงเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันมีการพัฒนาแผนการสอน ไม่งั้นสอนอยู่ 10 ปี มันก็ย่ำอยู่กับที่ แต่ด้วยวิธีนี้ผมการันตีว่าทุก 4 ปี ผมจะได้แผนการสอนใหม่ 100 %  เพราะฉะนั้นความเชื่อของผม คือ ครูเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนมีหน้าที่ support ทุกคนมีหน้าที่ support เพือให้เกิดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ

 

พลังขับเคลื่อนในการทำงาน

  ถ้าถามผมว่าอะไรเป็นตัวผลักดันให้ทำงานทุกวัน ตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วอยากทำ คือคำว่า “ความรับผิดชอบ” ตอนนี้อนุบาลเด่นหล้าทั้งเครือ มีคนทำงานให้กับเรา 700 กว่าคน มีทั้งหมด 3 โรงเรียน มีบุคลากรครูเยอะมาก เรามีโปรแกรมสอน 100 กว่าโปรแกรม แล้วเราก็มีเด็กที่เราดูแลอยู่ประมาณ 3000 กว่าคน คือ เรามองว่าเราไม่ใช่นักลงทุน และเราก็ไม่ใช่นักธุรกิจด้วยแต่เราคือครู  ถ้าผมได้เงินมาก้อนนึงเอาไปเล่นหุ้นก็ได้ ซื้อหุ้นสนุกๆ ที่เหลือก็ Slow life ผมมองว่าไม่ใช่ตัวผมเลย ไม่ใช่เลย เราเป็นครู เรามีความรับผิดชอบต่อเพื่อนครูด้วยกัน และเรามีความรับผิดชอบต่อนักเรียน


  ความรับผิดชอบต่อเพื่อนครู คือเราต้องสร้างโรงเรียนให้มีความยั่งยืน สบายใจว่าเขาสามารถทำงานที่อนุบาลเด่นหล้าตราบเท่าที่เขาต้องการจะทำ เขามีสิทธิ์เลือกที่จะลาออกที่จะไปทำงานที่โรงเรียนอื่น ไปอาชีพอื่นก็ได้ แต่โรงเรียนไม่มีสิทธิ์ไล่เขาออก ผมต้องการให้เขามีความรู้สึกอย่างนั้น เพราะผมถือว่าผมเอาเขามาทำงาน ผมก็ต้องรับผิดชอบชีวิตเขา อยู่ๆ วันนึงมาบอกว่าไม่มีเด็กจะสอน แล้วต้องมีคนออกนะผมว่าวันนั้นไม่ควรจะมาถึง ถ้าถามว่าแล้วมันมีอะไรผลักดันให้ทำสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน ก็คือเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่มันค้างอยู่ในหัวผมว่า ถ้าเกิดไม่มีงานให้ทำแล้วเขาจะเอาอะไรกิน เขาเอาอะไรอยู่กัน เราจึงต้องกระตือรือร้นตลอดที่จะตอบความต้องการของครอบครัวและนักเรียน  ฉะนั้นความรับผิดชอบต่อคุณครูด้วยกัน เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้ผมต้องทำอะไรใหม่ๆ ทุกวัน ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการพัฒนาปรับปรุง

 



 

 

คิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า ครูต้องสอนเด็กให้ดี เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

  เด็กอนาคตของชาติหรือเปล่า? ผมว่าไม่ใช่ เด็กไม่ใช่อนาคตของชาติ เด็กคือ อนาคตของชาติที่กำลังทำอยู่ ณ วันนี้ ถ้าเราพูดถึงภาษาอังกฤษ present กับ future ถ้าเราพูดว่า เด็กคือ อนาคตของชาติ เราหมายถึงเด็กคือ future แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ จากวันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้ามันเป็น continulity มันเชื่อมโยงอยู่ “สิ่งที่เราทำอยู่วันนี้มันมีผลกับอนาคตเรียบร้อยแล้ว” ที่กำลังสอนอยู่ตอนนี้มันเป็นผลกับอนาคตเรียบร้อยแล้ว เราพูดดีกับเด็ก หรือดุเด็ก วันนี้มันมีผลต่ออนาคตเรียบร้อยแล้ว มันเป็น Future in making มันถูก Memory อยู่ในจิตใต้สำนึกของเด็กไว้เรียบร้อยแล้ว ในอเมริกายอดการทำใบขับขี่ลดน้อยลงทุกปี เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่ทำใบขับขี่แล้ว เขาใช้ Uber และต่อไปมี self driving รถขับได้เอง เราก็ไม่จำเป็นต้องทำใบขับขี่ แล้วเราจะสอนเด็กหัดขับรถดีไหม? สอนไปนอนนี้ถึงเวลาอายุ 20 ไม่ต้องใช้แล้วนะ เราจะรับผิดชอบไหม แต่ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรเสียเปล่าหรอก ถ้าเรามองว่ามันเป็นแบบฝึกที่สามารถ Learn แล้วก็เอาออก แล้วก็ Relearn ได้

 
  เด็กในแบบที่ผมมองว่าควรจะเป็นคือ smart phone ไม่ใช่ dumb phone ปแบบสมัยก่อน ที่เขามี memory ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยปรับปรุงอะไรไม่ได้เลย เด็กของเราไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เด็กของเราควรจะเป็น Smart phone ถึงเวลาอัพเกรด IOS ได้ อัพเกรด Androind ได้ อัพเดท Application ได้ทุกวัน เราต้องสร้างเด็กให้เป็นสภาพแบบนั้นเลย พร้อมที่จะอัพเกรด Relearn Relearn ใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่ใช่บอกว่าเราจะ Fix ความรู้นี้ไป แล้วบอกว่าใช้ความรู้นี้ไปเลย เพราะความรู้ที่จะใช้ได้ยาวๆ มันไม่มีแล้ว

 

 

หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านจบ...

  หนังสือ ถอยก็ตาย วิกฤติยังไงก็ต้องสู้ คนเขียนชื่อ อินาโมริ คาซึโอะ เขาเป็นคนญี่ปุ่นที่ตั้งบริษัทเคียวเซร่า เคียวเซร่า เป็นบริษัที่ทำหลายอย่างมาก เรื่องราวของคุณอินาโมริ เขาก็รีไทน์เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นประกาศว่าสายการบิน Japan Airline ล้มละลาย ซึ่งคนญี่ปุ่นเขาถือเรื่องศักดิ์ศรีมาก เพราะเป็นสายการบินแห่งชาติ แล้วคนญี่ปุ่นเขาไม่ยอม ต้องทำให้ สายการบิน Japan Airline  กลับมาให้ได้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เลยมอบหมายให้คุณอินาโมริ คาซึโอะ ให้มาเป็น CEO ของสายการบิน ตอนเขาอายุ 76 ปี เขาก็มาบริหารสายการบิน Japan Airline  เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องสายการบินเลย แต่เขามีอย่างเดียวคือ ความอดทน ความมั่นใจ ความต่อสู้ ไม่ท้อถอย เขาก็ประกาศกับ Japan Airline เลยว่า เราต้องกลับมาให้ได้ และเขาลาออกจากสายการบิน Japan Airline ตอนปี 2556 สายการบิน Japan Airline กลายเป็นสายการบิน Top ภายใน 3 ปี จากล้มละลายกลายเป็น Top ไม่ได้ด้วยเงินไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีอะไรเลย แต่ด้วยความทุ่มเท ความรับผิดชอบอย่างเดียวเลย (บังเอิญผมอ่านเล่มนี้) ผมเป็นคนอ่านหนังสือที่หลากหลาย อ่านเรื่อยเปื่อยมาก คนอื่นเขาอาจเห็นว่าผมมีหนังสือเยอะ ก็เลยชอบเอาหนังสือมาให้ แต่เล่มที่ผมชอบที่สุด คือ เล่มของประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ชอบอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงรัตนโกสินทร์ ไม่ชอบอ่านสมัยกรุงศรีอยุธยา สุโขทัย ชอบอ่านสมัยรัตนโกสินทร์ ชอบอ่านช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 ชอบมาก ผมว่ามันน่าสนใจแล้วได้ประโยชน์ หลายครั้งบทเรียนในอดีตมันสามารถย้อนกลับมาได้ เหตุการณ์มันก็เหมือนเดิม สถานการณ์สมัยนั้นมันก็ย้อนมาเกิดอีกที ทำให้เราเขาใจสถานการณ์มากขึ้นว่า ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นสม่ำเสมอ ทุกอย่างมันก็วนมาเรื่อยๆ

 

 

จากบทบาทลูกแล้ววันนึงได้มาเป็นพ่อ มีบทบาทที่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ?

  ผมรู้เสมอว่าความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกเป็นยังไง ดูสมัยเลยแต่ว่ามันมารู้จริงๆ ก็ตอนมีเองรู้ว่าพ่อแม่รักเป็นยังไงดูว่าพ่อแม่รักลูกที่สุดมันเป็นยังไง คำว่ารู้มันมาอีก Step นึงก็ตอนที่เรามีลูก คือ มันคนละรู้กัน และเราก็พยายามให้ลูกของเราสมบูรณ์ที่สุดอยากจะให้ลูกของเราสมบูรณ์ที่สุด อยากให้ลูกเติบโตเป็นคนดีที่สุดเก่งที่สุด มีอะไรให้ที่สุด  มีอยู่เคสนึงลูกหกล้มฟันหน้าหัก ในใจสะท้อนแบบกระเทือนแรงมาก มันมีความรู้สึกว่าลูกเราจะไม่สมบูรณ์นะ ทั้งๆ ที่เราเลี้ยงดูลูกคนอื่นมาเป็นพันคนเลย ตอนนี้ลูกเราจะไม่สมบูรณ์แล้วนะ แต่ผ่านไป2 วัน เริ่มเข้าใจว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างโลกไม่สมบูรณ์หรอก ลูกเราก็คือลูกเรา เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ดูแลเขาให้ดีที่สุด อันนี้คือ หน้าที่ของพ่อแม่ แต่ผลสัมฤทธิ์จะเป็นยังไงก็เรื่องของเขาเองแล้ว เพราะฉะนั้นจากวันแรกที่รู้ว่าพ่อแม่รักเราขนาดไหน จนกระทั่งมีลูกเป็นของตัวเอง แล้วก็รู้ว่า พ่อแม่รักลูกเป็นยังไง จนกระทั่งความพยายามที่จะให้ลูกสมบูรณ์ที่สุด และจนกระทั่งรู้แล้วว่า ความสมบูรณ์ที่สุดไม่มี จนตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าต้องใช้เวลาให้เต็มที่ ใช่เวลากับเขาให้มากที่สุด อันไหน support เขาได้ ก็ support เวลาลูกถามผมจะไม่เบื่อเลย ผมจะเปิด google เดี่ยวนั้นทุกครั้งเลย จะไม่เบื่อ จะไม่หงุดหงิด จะอ่านและบอกเขาเดี่ยวนั้นเลย เพราะเขายังอยู่ในวัยที่เขาเชื่อมั่นในตัวพ่อแม่ แล้วทำไมเราไม่ suport เขา สุดท้ายแล้วคงอยู่ที่ตัวเรามากกว่าที่จะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ว่าไม่ต้องไปคาดหวังผล