ทักษะด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ และการเติบโตของลูก

Last updated: 2019-06-23  | 

"คงต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรานั้น “บ้าใบ” เป็นอย่างมาก"

ใบที่หมอหมายถึงคือใบประกาศโน่นนี่นั่น คือถ้าให้เด็กทำอะไรซักอย่าง พ่อแม่คงต้องถามว่าทำแล้วได้รางวัล หรือใบรับรองว่าผ่านการอบรมอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีคงไม่ทำเอาเวลาไปอ่านหนังสือดีกว่า เด็กบางคนไปทำอาสาสมัครพวกกวาดถนน ล้างห้องน้ำวัด แต่พ่อแม่ตามไปครับ ไม่ใช่อะไรคือตามไปถ่ายรูปจะเอาไปลงพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ว่าลูกอีชั้นเคยมาทำจริงนะคะ จะได้เอาไปให้ดูเวลาสอบสัมภาษณ์ได้ จะได้มีคะแนนนำคนอื่น

ช่วงเดือนที่ผ่านมาเห็นข่าวเด็กอนุบาลสอบเข้าป.1 แล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างบอกไม่ถูกว่าไม่ต้องมาสอบอะไรเคร่งเครียดแบบนี้ บางโรงเรียนชื่อดังอัตราสมัครต่อรับเข้าอยู่ที่ 10 ต่อ 1 ยากยิ่งกว่าคัดตัวนักกีฬาโอลิมปิกเสียอีก พ่อแม่ก็ลุ้นแทนลูกว่าจะเข้าได้มั้ย ถ้าไม่ได้หมายความว่าต้องเสียเงินอีกหลายแสนค่าโน่นนั่นนี่ หมอเคยเห็นตัวอย่างข้อสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งแล้วมานั่งคิดว่าเด็ก 10 ขวบยังทำไม่ได้เลย เด็กเพิ่งจบอนุบาลจะทำได้มั้ย ?

และก็คงต้องยอมรับด้วยว่าทักษะการเรียนมันก็คือทักษะภาษาและคณิตศาสตร์ เด็กคนไหนที่อ่าน - เขียน - คำนวนไม่เก่งก็มักเรียนไม่เก่งด้วย เมื่อเรายอมรับแต่การอ่าน - เขียน - คำนวน ทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นเมื่อเด็กโตขึ้นมา เช่น ทักษะการเข้าสังคม ทักษะทางร่างกาย ทักษะทางดนตรีและศิลปะ มันก็ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงจนคนมองว่าเด็กคนไหนมีทักษะเหล่านี้มักเป็นเด็กเรียนไม่ดี เลยต้องมาเอาดีด้านอื่นแทน

หมอเลยอยากมาเล่าว่าทักษะร่างกาย - ดนตรี - ศิลปะ มันช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างไร หมอว่าน่าสนใจมากนะครับ


อย่างแรก คือทักษะทางร่างกาย ถ้ามองย้อนกลับไปว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สิ่งมีชีวิตไหนที่มีร่างกายแข็งแรงก็จะอยู่รอด สิ่งมีชีวิตไหนที่มีร่างกายไม่แข็งแรงก็จะล้มตายไป ธรรมชาติก็เลยสร้างร่างกายเราให้ออกมา “ถึก” กว่าที่คิด เช่น ผู้ใหญ่ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่กินน้ำได้นาน 3 - 7 วัน และไม่กินอาหารได้นานถึง 1 - 2 เดือน แล้วทำไมทุกวันนี้เราแค่ไม่กินข้าวมื้อเดียวเราจึงหิวจัง นั่นก็เป็นเพราะกระเพาะเราทำงานแบบสังคมเมืองไปแล้ว ในสมัยร้อยสองร้อยปีก่อนที่ยังเป็นสังคมชนบท คนไม่ได้มากินข้าวสามมื้อกันแบบทุกวันนี้หรอกครับกินแค่เช้า-เย็น นอกจากนี้ธรรมชาติยังสร้างให้คนเดินได้วันละ 8 กิโล (ประมาณหมื่นก้าว) ต่อวันถึงจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

เมื่อเรารู้ว่าร่างกายเราถึกกว่าที่คิดแล้วการที่เราใช้ร่างกายบ่อย ๆ เช่น ออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อสมอง งานวิจัยก็บอกชัดเจนว่าเมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขที่เราเรียกว่าเอ็นโดรฟิน ทำให้สมองกระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะรับรู้ข้อมูล การออกกำลังจะกระตุ้นประสาทสัมผัสไปยังสมองส่วนกลางทำให้ประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น จึงเห็นว่าเด็กที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมักมีเรียนได้ดีกว่าเด็กคนอื่น

อย่างที่สองดนตรี ช่วยเรื่องประสาทสัมผัสเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเด็กที่เล่นเปียโนหรือฟังเพลงคลาสสิคตั้งแต่เล็กจะมีสมาธิดีมากกว่าเด็กคนอื่น คงต้องอธิบายจากคลื่นความถี่ชนิดอัลฟาที่ทำให้สมาธิยาวนานขึ้น ซึ่งหลายคนอาจลองเปิดใน YouTube ดูก็ได้ครับว่าช่วยได้แค่ไหน (หมอลองแล้วเฉย ๆ ครับ แอบง่วงด้วย) เด็กที่เล่นดนตรีจะรู้เหตุและผลของการกระทำอย่างชัดเจน เพราะรู้ว่าเล่นโน้ตตัวไหนแล้วเสียงเป็นอย่างไร ทำให้เด็กสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังฝึกการทำงานเป็นทีมร่วมกับคนอื่นอีกด้วย

อย่างสุดท้ายศิลปะ ทุกคนเข้าใจว่าเป็นพรสวรรค์มากกว่าพรแสวงและยากที่จะเข้าถึง หมอนึกถึงตอนตัวเองวาดรูปในวิชาศิลปะแล้วโดนครูเอาไปประจานหน้าชั้นเพราะวาดไม่เหมือนทำให้ตัวเองคิดว่าศิลปะคือการวาดให้เหมือนแบบเท่านั้นและเกลียดวิชาศิลปะจับใจ จริง ๆ แล้วศิลปะไม่ได้ขึ้นกับผลงานว่าสวยไม่สวย แต่ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการกระทำว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้สร้างสรรค์ผลงานและต้องการถ่ายทอดอะไรออกมา ดังนั้นศิลปะคือภาษาชนิดหนึ่งของโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในเด็กที่ยังไม่มีภาษาหรือเด็กที่พัฒนาการทางภาษาล่าช้า การให้เด็กวาดรูปก็ช่วยสื่อความหมายได้ดีครับ

เมื่อรู้ว่าทั้งสามอย่างนี้น่าสนใจก็ลองเอาไปใช้กับลูกน้อยดูนะครับ ที่สำคัญคือพ่อแม่มักคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นครูด้านนี้ ก็พยายามเอาลูกไปลงคอร์สวาดรูป คอร์สฟุตบอลอะไรบ้าง บางทีก็เหนื่อยเดินทางไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าใด หมอว่าทุกอย่างต้องเริ่มที่บ้านครับ อย่าไปจ้างครูโรงเรียนสอนพิเศษเลี้ยงลูกครับ เราแค่อยากให้เด็กมีทักษะไม่ใช่ว่าเด็กต้องเก่งด้านนี้ ดังนั้นพ่อแม่แค่มี “เวลา” วิ่งกับลูก ร้องเพลงกับลูก วาดรูปกับลูก เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ

Message in a bottle

“ถ้าหากคุณมีเงินสองบาท เอาเงินบาทแรกไปซื้ออาหาร เอาเงินบาทที่สองไปซื้อดอกไม้ เงินบาทแรกจะทำให้คุณมีชีวิตอยู่ แต่เงินบาทที่สองจะทำให้คุณอยากมีชีวิตอยู่”