สัญญาณแบบไหนเรียกว่านอกใจ

Last updated: 2019-06-23  | 

ก่อนหน้านี้เราเอาเรื่องราวของความรู้สึกเบื่อ อันเป็นสัญญาณอันตรายในชีวิตการครองเรือนมาเว้ากันฟัง แถมยังเสริมเติมด้วยกลเม็ดเด็ดๆ ในการสกัดกั้นเจ้าความรู้สึกที่ไม่น่าพึงประสงค์นี้ออกไปจากใจของคู่ชีวิตที่ประสบปัญหารักกันจนเบื่อ มาคราวนี้เลยหันมาพิจารณาเรื่องที่ว่าด้วยการนอกใจบ้าง เอาให้ครบชุดสูตรครองรักสะท้านโลก แบบไม่มีวันที่ฉัน เธอ ต้องมีเหตุให้พรากจากกันเด็ดขาด

แต่เอ! เรามาตกลงกันก่อนดีกว่า หัวข้อที่กำลังนำเสนอต่อไปนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณแม่บ้าน คอยจ้องจับผิดคุณพ่อบ้านนะ เพียงแต่อยากบอกให้เข้าใจในธรรมชาติของผู้ชาย กับเรื่องเจ้าชู้ประตูดินนั้นเป็นของคู่กัน ถ้าคุณเข้าใจได้ดังนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปโมโหโกรธากับความนอกลู่นอกทางของเขา เพียงรู้แกวแล้วก็แจวให้ทัน ดักหน้าดักหลังคอยย้ำให้เขารู้ว่า เขาน่ะ มีเมียแล้ว คือ คุณ เท่านี้ก็พอ แต่..(ย้ำ)..แต่อย่าให้เกินไปจากนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นกระตุ้นให้เขารู้สึกเบื่อคุณเร็วขึ้น ครองเรือนแบบมืออาชีพมันต้องมีเทคนิคนิดหน่อย

เอาล่ะ! เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ทีนี้ มาเริ่มศึกษาถึงปฏิกิริยาที่เรียกว่า อาการแบบนี้ มันนอกใจกันนี่หว่า!! กัน



1. ทำไมเธอจึงเปลี่ยนไป? นี่ล่ะสัญญาณแรกที่คุณจะได้รับรู้ จู่ๆ พ่อตัวดี ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ประเภทเคยเอาอกเอาใจเราสารพัด กลับบ้านตรงเวลา อยู่ๆ มาวันหนึ่ง คุณชายเกิดขี้หงุดหงิดเป็นหญิงตั้งครรภ์แถมกลับมาบ้านดึกๆ ทุกวัน กลับมาถึงก็ทำหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยไร้สาเหตุ เปลี่ยนไปแบบนี้เขาเรียกว่าสร้างอารมณ์โกรธสยบความเคลื่อนไหว เป็นจิตวิทยาง่ายๆ ปกติเมื่อเราเห็นใครหัวเสียเราก็คงไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเขาเสียเท่าไรใช่ไหมล่ะ นั่นแหละ! ถ้าเจอแบบนี้ คุณคงต้องทำเป็นนิ่ง ไม่โต้ตอบ ไม่พูดคุย ทำตัวประหนึ่งว่าเขาคือสายลมสักระยะหนึ่ง เขาจะรู้ว่า คุณรู้ทันเขา และคุณเองก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแล้ว  

2. เอ๋! เธอดีเกินไปหรือเปล่าเนี้ย? ถ้าดีเสมอต้นเสมอปลายก็คงไม่น่าสงสัยนัก แต่ถ้าอยู่ๆ ทำตัวดีจนผิดสังเกต อันนี้น่าสงสัย เพราะมีผู้ชายอีกประเภทหนึ่ง ชอบทำดีเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง อาจเป็นว่ายังมีสำนึกที่ดี รู้สึกสงสารภรรยาที่ตัวเองแอบไปทำนอกลู่นอกทางมา หรือในอีกกรณีหนึ่ง ท่านผู้รู้กล่าวเอาไว้ว่า ช่วงระหว่างที่เรามีความสุขจากการปรนเปรอของบุคคลที่มีอิทธิต่อจิตใจของเราแล้ว จะทำให้ความสามารถในการโฟกัสหาจุดผิดสังเกตลดลง 

ถ้าบังเอิญ คุณชายของคุณจัดอยู่ในประเภทนี้ วิธีแก้ก็ไม่ยาก เพราะในกรณีนี้คุณและเขายังมีความใกล้ชิดกันอยู่ ดึงเอาจุดดีตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เว้ากันไปซื่อๆ ขอร้องกันไปตรงๆ  แต่ถ้าเขาจัดอยู่ในประเภทรับปากไปทีด้วยแล้วล่ะก้อ คุณก็คงต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ เลิกเล่นบทนางเอก แล้วหันมาเล่นเป็นบทแม่พระเอกให้มันรู้แล้วรู้รอดกันเลยล่ะกัน

3. ทำไมเธอเงียบสนิท ? หากปากราวกับถูกปิดด้วยผ้าเทปอย่างหนา อย่ามัวแต่นั่งมองตาปริบ ๆ ว่าทำไมเขาถึงหมางเมินกับเรานัก หรือว่า…! ต้องหาสาเหตุให้เจอ และวิธีที่จะทำให้หายสงสัยคือ ถามให้รู้ ถามนะไม่ใช่เซ้าซี้ แต่ประเดี๋ยวก่อนคุณต้องแยกให้ออกว่าความเงียบงันที่เขาเป็นอยู่ไม่ได้มาจากความเครียดในการใช้ความคิดแก้ไขปัญหาเรื่องงาน หรือปัญหาอื่น ๆ ที่กำลังถาโถมเข้ามาจริง ๆ เพราะหากเขาเงียบจากความเครียดไม่ว่าคุณหรือใครก็เปิดปากเขาไม่ได้ แต่ถ้าเวลาอยู่กับคุณเขาเงียบแต่พออยู่กับคนอื่นจ้อไม่หยุดละก็ เตรียมพร้อมได้เลย

4. ทำไมถึงบอกไม่ได้เล่า..เธอ? เวลาที่เราถามถึงเรื่องบางเรื่อง เช่น เมื่อวานไปไหน ทำไมไม่ไปทำงาน ถ้าเขาเริ่มอึกอักหรือพูดวกไปวนมาไม่ค่อยรู้เรื่อง ประมาณว่าพูดขัดแย้งตัวเอง นั่นเลยล่ะเขากำลังมี something wrong หรืออะไรบางอย่างลึกๆ ในใจที่ไม่สามารถเปิดเผยให้คุณล่วงรู้ได้ ใจเย็นๆ คุณไม่จำเป็นต้องไปซักไซร้ให้ได้เรื่องอะไรในตอนนั้น บอกเขาไปเพียงแต่ว่า คุณเชื่อใจเขา และเชื่อมั่นว่าคุณเลือกผู้ชายที่จริงใจกับคุณมาเป็นคู่ครอง 

5. ต้องมีความลับกันด้วยหรือ..เธอ? ประเภทได้ยินเสียงโทรศัพท์แผดเสียงใกล้ๆ ยังไม่ทันเอื้อมมือไปรับ พลันก็มีมือของพ่อผีพลายคว้าหูโทรศัพท์หมับ แล้วเอาไปแนบจนหูบี้ พูดเสียงมุบมิบราวกับเสียงพลายกระซิบ ยังไม่ทันจะเลียงเคียงเข้าไปใกล้ พ่อคุณก็วางหูไปเสียแล้ว ไม่วางเปล่าแต่ดันหันไปคว้าโทรศัพท์มือถือเดินลิ่วหลบไปอีกทาง ถ้าเป็นแบบนี้คุณคิดงั้ยล่ะ!! กรณีนี้คุณสามารถเช็กเบอร์โทรศัพท์จากบิลเรียกเก็บเงินตอนปลายเดือนได้ว่า เขาโทรไปเบอร์ไหนมากที่สุด จากนั้นลองโทรกลับไป 

อย่าเพิ่งแสดงตัวว่าคุณเป็นใคร เพราะเรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร บางที เรื่องมันอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิดไว้ก็ได้ ถ้าหากเจ้าของโทรศัพท์เป็นหญิง เอาไว้เวลาเสียงโทรศัพท์มือถือแฟนคุณดัง แล้วโชว์เบอร์นี้อีกหน คุณควรรีบรับ พูดคุยกับเธอคนนั้นไปด้วยน้ำเสียง และคำพูดที่เป็นปกติ แต่ให้แฝงประโยค หรือท่าทีที่บ่งบอกไปด้วยว่า คุณน่ะ..ใคร!

6. หมู่นี้ แต่งตัวเนี้ยบไปหรือเปล่าเนี้ย?  มันก็เหมือนกับเมื่อตอนที่เขาเริ่มขายขนมจีบให้คุณใหม่ๆ นั่นแหละ ความรักทำให้คนเราดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น หน้าตาให้สะอาด สะอ้าน รูปร่างให้ดูดีเข้าไว้ พอรักจืดจางไป มันก็ไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ต้องรู้สึกอยากลุกขึ้นมาประณีตกับตัวเองเท่าไร ตราบเมื่อมีอะไรสดใสมาปิ๊งปั๊งเข้าอีกหน ก็ลุกขึ้นมาขยันทำสำอางกันอีกที ถ้าลองเป็นอีกแบบนี้ เห็นที คุณคงต้องแกล้งลองทักๆ เขาบ้างว่า จะแต่งหล่อไปอวดสาวที่ไหนกัน

7. สัมมนาต่างจังหวัดบ่อยจัง? สุดยอดแห่งสัญญาณนอกใจที่อันตรายสุดๆ เห็นจะเป็นการหายตัวไปนอนค้างที่อื่น ทั้งที่มีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ คือ ถ้ามีสาเหตุแล้วไม่บ่อยจนเกินไปนักนั้นพอให้อภัยทำใจอนุโลมยอมรับได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าคุณชายเล่นไปสัมมนาแบบมาราธอน คือ 3 วันสัมมนา 4 วัน ดูงานต่างจังหวัด แบบนี้เห็นทีคุณต้องคุมตารางเดินทางเองเสียแล้วล่ะ 

หาทางเช็กกับทางบริษัทฯ ของเขาดูว่ามีโปรแกรมที่ว่าจริงไหม ผู้ร่วมสัมมนาส่วนใหญ่คือใคร แล้วมีความจำเป็นหรือไม่ที่เขาจะต้องไป หรือเขาเป็นผู้ขันอาสาเอง แล้วทำไมเขาถึงว้อนท์อยากไปนัก อาจจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปนิด แต่ถ้าเขาเล่นไปสัมมนาต่างจังหวัดเป็นว่าเล่นอย่างนี้ ก็ต้องยอมให้คุณตรวจสอบกันบ้างล่ะ เพื่อความสันติในครัวเรือน

8. อะไรจะบ้างานขนาดนั้น? ชวนไปไหนก็ไม่เคยว่างสักที อ้างงานเรื่อยไป ออกไปแต่เช้า กลับมาแต่ค่ำยังไม่พอ เสาร์-อาทิตย์ ยังจะหายไปทำงานอีกหรือ เว่อร์ไปแล้วล่ะมั้ง ผู้ชายก็อย่างนี้ มักจะมองว่าผู้หญิงที่บ้านเป็นของตาย ยังไงๆ ซะก็ต้องอยู่รอเขาที่บ้าน ถ้าลองคิดกันขนาดนี้ เห็นที..คุณต้องเล่นเกมกับเขาบ้างล่ะ 

ลองอ้างงานแล้วกลับดึกๆ ดูซะบ้าง เขาจะว่าไง หรือให้ดี ก็เลิกสนใจเขาไปเลย ถึงเวลาวันหยุดเก็บข้าวเก็บของ อุ้มลูกไปเที่ยวเล่นของเราตามประสาแม่ลูก โดยไม่ต้องบอกเขา คอยดูซิ เดี๋ยวเดียว คุณชายต้องเต้นเป็นเจ้าเข้าแน่ ผู้ชายน่ะ กลัวสุด คือ ภรรยานอกใจ!

9. ทำไมพักนี้ใช้งบเอ็นเตอร์เทรนเปลืองจัง? ถ้าแค่ไปเหล่สาวนอกบ้านเอาไว้ ยังไม่น่าเจ็บใจเท่ากับคุณชาย เธอเล่นทุ่มทุนสร้าง ขนเงินไปปรนเปรอสาวเจ้าล่ะก้อ แบบนี้ มันเจ็บเข้าไปในทรวงจริงจริ๊ง.. 

การเช็กรายจ่ายจากสลิปบัตรเครดิต หรือพฤติกรรมการใช้จ่ายของเขาก็สามารถบ่งบอกถึงอาการนอกใจของเขาได้ เช่นแต่งใหม่ๆ เงินเดือนหมื่นกว่ายังพอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านได้ แต่พอเงินเดือนขึ้นเป็นหลายหมื่นกลับต้องให้ศรีภรรยามาช่วยแบกรับไปเสียทั้งหมด แล้วอ้างว่าต้องใช้งบเอ็นเตอร์เทรนเยอะขึ้น แบบนี้ใครจะไปเชื่อ เห็นที ถ้าเป็นอีหรอบนี้ คุณอาจต้องตามเขาไปร่วมสังสรรค์บ้างในบางครั้งแล้วล่ะ เพื่อประกาศเป็นนัยๆ ว่าเขาคนนี้มีครอบครัว ได้โปรดปล่อยเขากลับมาเอ็นเตอร์เทรนที่บ้านบ้าง